ความรู้สึกผม ณ ตอนนี้ (3/9/2012)

ขอบ่นหน่อย แล้วกันนะ อิอิ

ในเมื่อผมตั้งมั่นแล้วว่าจะต้องฝึกจิตใจในการลงทุนก่อน มันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมกำหนดโจทย์ว่าต้องถือตัวเดียว เพราะเมื่อก่อนผมก็ถือหลาย ๆ ตัว พอถ้าตัวไหนลง ก็จะมีตัวที่เหลือช่วยพยุงไว้ ทำให้ไม่รู้สึกว่า พอร์ทได้รับความเสียหายอะไร พูดง่าย ๆ คือ ชิว นั่นเอง แต่พอยามที่ตลาดไม่ดี หุ้นตกหนัก ๆ ผมมักจะหวั่นไหว หุ้นทั้งพอร์ทแดง ๆ กันหมด แล้วพอลงไปจุด ๆ หนึ่งจนทนไม่ไหว ผมก็มันจะทำคือ จับคู่ขาย เป็นการเอาหุ้นตัวที่ไม่ได้เป็นเมเจอร์ของพอร์ท ที่แดง และเขียว มาจับคู่กันให้ไม่ได้ไม่เสียมาก แล้วขายทิ้งไป และคิดว่าค่อยกลับไปซื้อใหม่ (เป็นวิธีที่ไร้สาระมาก ๆ ) ซึ่งมันก็ไม่ได้ช่วยให้ผมอดทนกับการลงทุนที่ดีพอ แต่สุดท้ายผมก็มักจะไม่ได้ซื้อกลับทุกที พอมีเงินเหลือ ผมก็มันจะหาตัวใหม่ ๆ ลงทุนแทน หลังจากนั้นก็ถือจนกว่าตลาดจะไม่ดี ก็ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ทำให้ผมมาคิดย้อนดูแล้วว่า ทำไมไม่สำเร็จ กับเค้าซะที

ผมจึงมีแนวคิดว่า เรื่องจิตใจของผมเองเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนา เอาหละถือมันตัวเดียวนี่แหละ อดทนกับมันหน่อย พยามหาธุรกิจที่ผมถือแล้วสบายใจ ปลอดภัย เติบโต(ค่อนข้างดี)ไปเรื่อย ๆ  นึกถึงภาพในอนาคตไว้ ไม่ใส่ใจกับราคา ติดตามพื้นฐานมาว่ามีอะไรมากระทบ ทำให้ธุรกิจเปลี่ยนไปหรือไม่

ผมก็พยามทำมาได้สักพักแล้วครับ แต่ทนทางมันยังอีกยาวไกล และแล้วสิ่งที่ผมอยากได้ฝึกก็ได้ฝึกเต็มที่เลยครับ 55 ตอนนี้พอร์ทผมแดงมาตลอดทางทั้ง ๆ ที่ตลาดขึ้นเรื่อย ๆ (ช่วงบ่น) บางทีมันก็รู้สึกท้อ นิด ๆ ที่ต้องทนเห็นหุ้นที่เราถือไม่ไปไหน ลงด้วยซ้ำ หุ้นตัวที่เคยศึกษาไว้หลาย ๆ ตัวก็ขึ้นเอา ๆ (คิดในใจถ้ากระจายถือหลาย ๆ ตัว น่าจะมีอะไรให้ชื่นใจมั่ง) หรือไม่ก็ลอกหุ้นเซียน ไปเลย ราคาหุ้นพวกนี้ขึ้นไปเยอะพอควร แต่ก็ไม่ได้เป็นวิธีที่ดีแต่อย่างใด …

แต่เอาหละ ถ้าผมทำตามนั้นผมจะได้ประโยชน์อะไรกับตัวเอง แค่สิ้นปีได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นกว่าการถือตัวที่ผมเลือก แต่จิตวิทยาการลงทุนผมก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรพัฒนา สิ่งสำคัญไม่ใช่หลักการลงทุนที่ถูกต้องหรอกหรือที่ผมอยากได้จริง ๆ

ผมขอ หนักแน่น เชื่อมั่น และศรัทธากับการตัดสินใจตัวเองดูสักครั้ง อดทนกับหุ้นที่ผมเลือกอีกสักระยะ อย่างน้อย หากประกาศ งบปี 2556 ก็ช่วง ก.พ. 57 (อีก 2 ปี) แล้วไม่ได้เป็นอย่างที่ผมหวังไว้ บริษัทไม่ได้มีสัญญาณที่จะโตอย่างที่ผมคิด แสดงว่าผมเลือกหุ้นผิดจริง ๆ แหละครับ ก็ถือว่าเป็นอีกบทเรียนที่สำคัญสำหรับผม

ช่วงนี้ผมแก้การฟุ้งซ่าน โดยไล่อ่านเวป ThaiVI ศึกษาขอมูลพื้นฐานหุ้นเพิ่มเติม อ่าน Blog ของพี่ ๆ นักลงทุน ติดตามพื้นฐานของบริษัท ไม่ไปใส่ใจกับราคาและตลาด

ชีวิตผมที่ผ่านมาไม่เคยสำเร็จอะไร ๆ ได้โดยง่ายทั้งนั้น การลงทุนก็เช่นกัน ผมขอพยามให้มากขึ้นและมากขึ้น ถึงจะใช้เวลามากหน่อยผมก็ยินดี 🙂

สรุปข้อมูลลักษณะธุรกิจ

ผมได้รวบรวม ข้อมูลจากหน้าสรุปข้อสนเทศบริษัทจดทะเบียน ในส่วนของลักษณะธุรกิจ ไว้ใน Google drive เพื่อให้ทราบข้อมูล บริษัทเบื้องต้น แต่บางบริษัทก็ได้เปลี่ยนลักษณะธุรกิจไปจากเดิมแล้ว ดังนั้นควรตรวจสอบอีกครั้ง

https://docs.google.com/spreadsheet/ccc?key=0Ao9z5exzeJvHdEd6T2VFTVVWZlltVkhxOXozRHBMaEE

หากมีข้อมูลอะไรเพิ่มเติม สามารถโน้ตเพิ่มเติมในนั้นได้เลยครับ

(เอามาจากหน้านี้ัครับ)

ตัวอย่างครับ

หวังว่าจะมีประโยชน์บ้างนะครับ 🙂

กลยุทธการลงทุนของผม ณ 2012Q3

ขอบันทึก กลยุทธการลงทุนของผม ณ 2012Q3

เพื่อเก็บไว้อ่านในอนาคต ความคิดเราเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา อย่างน้อยก็มีหลักไว้ยึดหากจะติดสินใจอะไรให้กลับมาอ่านดูก่อน ทำให้มีสติมากยิ่งขึ้น

ความเป็นมาของการลงทุนของผมก่อนที่จะมาใช้กลยุทธนี้ อ่านได้จาก MyPort ครับ

ผมมองหาหุ้นที่จะลงทุนในระยะ 2 – 3 ปีขึ้นไป แล้วซื้อทิ้งไว้สักระยะ เพราะผมต้องการลดการติดตามหุ้นให้น้อยลงเพื่อไปทำงานหลักให้เต็มที่ขึ้น + ฝึกจิตใจตัวเองด้วยให้นิ่งพอกับการลงทุนไม่ไปไข้วเขวกับการขึ้นลงของราคา

โดยจะถือหุ้นให้น้อยตัว (focus investment) เลือกเฉพาะหุ้นที่ผมอยากเป็นเจ้าของกิจการ

คุณสมบัิติหุ้นที่ผมอยากจะลงทุน

– ผมจะหาหุ้นโดยมองภาพธุรกิจในระยะยาว มีการเติบโตได้ในอีก 2 – 3 ปี ขึ้นไป

– เป็นธุรกิจที่ผมเข้าใจ และชื่นชอบ (เพราะถ้าชอบด้วยจะทำให้อยากหาข้อมูลยิ่งขึ้น)

ต้องปลอดภัย ไม่เจ๊ง (ขาดทุนบางไตรมาส ด้วยเหตุอันควรพอรับได้) เพราะธรรมชาติธุรกิจไม่เหมือนกัน

– อยู่รอดในวิกฤตยุโรปหากมี ธุรกิจนี้ต้องไม่ถึงขั้นแย่ ถ้ายังทรงตัวได้ + โตได้ด้วยยิ่งดีไปใหญ่

– งบการเิงินแข็งแกร่ง มีหนี้สินระยะยาวน้อย ถ้ามีเงินสด+เทียบเท่าเงินสด มากกว่าหนี้ระยะยาว เยี่ยมเลย

– ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมากนักในการดำเนินการ อย่างเช่น ถ้าเป็นโรงงานค่อนข้างใช้เงินทุนเยอะ

– พอมองความเสี่ยงในธุรกิจออก และบริษัทน่าจะรับมือได้

– ผู้บริหารอยู่ฝั่งเดียวกับผู้ถือหุ้น ถ้าผู้บริหารถือหุ้นในสัดส่วยเยอะค่อยอุ่นใจหน่อย

– ราคายังไม่แพงเมื่อเทียบกับมูลค่าใน 2 ปี ข้างหน้า และไม่ไปไล่แย่งซื้อกับใคร

Down side ค่อนข้างน้อย Up side เป็นที่น่าพอใจ (มากน้อยแล้วแต่บุญ กรรม ที่ทำมาแล้วกัน 55)

– กิจการต้องมี DCA พอควร มาร์จิ้นไม่ต่ำจนเกินไป เพราะหากมาร์จิ้นต่ำไปเกิดมีอะไรผิดพลาดจะขาดทุนได้

คราว ๆ ก็ตามนี้ครับ รายละเอียดยิบย่อยขอละไว้แล้วกันครับ ซึ่งก็ตามหลัก VI ทั่ว ๆ ไป

สิ่งที่ผมต้องทำมีอะไรบ้าง

– ติดตามผลดำเนินการรายไตรมาส

– ดูภาวะอุตสาหกรรมว่ายังดีอยู่หรือไม่

– พื้นฐานบริษัทมีอะไรเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

ที่สำคัญ จิตใจที่แน่วแน่ ไม่ไปอ่อนไหวกับราคาที่ขึ้นลง

– ทบทวนหลักการลงทุนบ้าง หาความรู้ใส่ตัว (ถ้าว่างและไม่ขี้เกียจ 55)

ตอนนี้ผมก็ได้เข้าไปลงทุนในหุ้นที่ผมเลือกไว้แล้ว ในตลาดมีหุ้นให้ผมเลือก 500 กว่าตัว แต่ผมเลือกมาสัก 1 ตัว (ผมตัดสินในที่ลงทุนในธุรกิจเดียวพอ) อาจจะไม่ได้เป็นหุ้นที่ดีที่สุดในสายตานักลงทุนท่านอื่นและผมก็คิดเช่นนั้นด้วย แต่เป็นหุ้นที่ผมคิดว่าเข้าใจมากที่สุด เพราะผมคงไม่สามารถเข้าใจหุ้นทั้งหมดที่มีได้ และเป็นหุ้นที่ผมถือแล้วสบายใจ นอนหลับ ไม่ว่าราคาจะขึ้นหรือลงก็ตาม ผมไม่ได้ให้น้ำหนักกับผลประกอบการรายไตรมาสมากนัก (เพราะธรรมาชาติธุรกิจไม่เหมือนกัน) ตราบที่ภาพใหญ่ในอนาคตยังไม่ได้เปลี่ยนไป ผมจะขอถือไปเรื่อย ๆ

จดไว้หน่อย : ซึ่ง ณ ตอนนี้ราคาได้ลงกว่าตอนที่ผมซื้อสัก 10% (เพื่อไว้ดูในอนาคต) ต้องคอยดูว่าระยะยาวผลจะเป็นอย่างไร

ปล. ผมมักชอบย้ำกับตัวเองว่า ผมอาจจะคิดผิดได้เสมอครับ 🙂

Load more